5 อันดับวิตามินมาแรงทั้งในไทยและต่างประเทศ! ได้ทั้งสุขภาพและความงาม



5 อันดับวิตามินมาแรงทั้งในไทยและต่างประเทศ! ได้ทั้งสุขภาพและความงาม


ในปัจจุบันคนไทยโดยเฉพาะวัยมัธยมเป็นต้นไป ไม่เพียงแค่ผู้หญิง แต่ผู้ชายก็คงจะเริ่มดูแลตัวเองกันแล้ว ไม่ว่าจะในการกิน การออกกำลังกาย การใช้สกินแคร์บำรุงต่างๆ แต่ก็มีผู้คนไม่น้อยที่คิดว่าบำรุงอาจจะไม่ได้ทั้งหมด หรือคนที่ไม่ค่อยทานผัก ผลไม้ กลัวได้สารอาหารเหล่านี้ไปบำรุงไม่เพียงพอ เลยหันมาเน้นการกินวิตามินเสริม เหมือนเป็นทางลัดทางหนึ่ง หน้าตาผิวพรรณอาจไม่ใช่ทั้งหมด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีผลต่อการทำอะไรมมากมาย เช่นการทำงานในอาชีพพ่อค้าแม่ค้า ยิ่งถ้าสินค้าเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิว รูปร่าง ดูดีสะอาดสะอ้านก็จะมีความน่าเชื่อถือ หรืองานสายการบิน งานตามคลินิก ล้วนต้องดูดีพอสมควร เพราะเหตุผลนี้ในปัจจุบันวงการแพทย์ศัลยกรรม คลินิกผิวพรรณ และผลิตภัณฑ์ความงามจึงเกิดขึ้นเยอะแยะรวดเร็ว แต่อันไหนจะดีกับตัวเรา? จะเลือกทานยังไงให้ได้ผลและไม่เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ วันนี้เรารวบรวมวิตามินที่ผู้คนทานกันมากที่สุดมาฝากค่ะ

1.วิตามินซี (Vitamin C)

เป็นวิตามินที่จำเป็นต่อร่างการ แต่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ เป็นวิตามินที่มีประโยชน์มากและปลอดภัย เนื่องจากไม่ต้องมากังวลเรื่องสารที่ตกค้างภายในร่างกาย เพราะสามารถละลายได้ในน้ำ เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะละลาย และดึงเอาประโยชน์ไปใช้ หลังจากนั้นก็ถูกขับออกจากร่างกาย ในรูปแบบของการขับถ่ายภายใน 24 ชม.

ประโยชน์ของวิตามินซี
– ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคหวัดได้ดี และหากรับประทาน วิตามินซี 1,000 ถึง 6,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรคหวัด จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้น 21%  
– ลดอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ 
– เสริมสร้างกระดูกและฟัน 
– ต่อต้านสารก่อมะเร็งได้เป็นอย่างดี 
– เพิ่มความต้านทานโรคให้หัวใจ ยิ่งถ้ารับประทานคู่กับวิตามินเอในปริมาณที่พอเหมาะ จะยิ่งเข้าไปลดการเกาะตัว ของไขมันที่ผนังหลอดเลือด 
– ควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือด 
– รักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน ( ลักปิดลักเปิด ) 
– ระงับเลือดได้ดีในการผ่าตัด 
– ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น
– ช่วยป้องกันไมเกรน ลดความเครียดได้ดี และรักษาสภาพของเซลล์ประสาท ที่มีผลต่อเรื่องของความจำ ทำให้อารมณ์ดีมากขึ้น 
– เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างคอลาเจน 
– ทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ลื่นขึ้น และยังทำให้ผิวดูสว่าง สดใส ไม่หมองคล้ำ ป้องกันผิวใหม้จากการโดนแดด

ดาบ2คมอะเนาะ แน่นอนว่าข้อดีเยอะขนาดนี้ ย่อมต้องมีโทษกันบ้างแหละ

โทษของวิตามินซี
– ถ้าทานวิตามินซีมากจนไป อาจทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย ท้องร่วง และมีผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง โดยเฉพาะผู้ที่เป็น โรคธาลัสซีเมีย ห้ามทานวิตามินซีโดยเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้เกิดโรคนิ่ว ในกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่าคนปกติ 
– ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน วิตามินซีอาจทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น จึงไม่ควรทานวิตามินซีเกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อหัวใจวายได้ และอาจถึงขั้นเสียชีวิต
– วิตามินซี ทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี จึงอาจจะเกิดภาวะได้รับธาตุเหล็กมากเกินไป

ของทุกสิ่งอย่างถ้ามากไปก็คงจะไม่ดี การทานวิตามินก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าทานเยอะจะได้รับมาก การทานวิตามินซีในปริมาณที่พอเหมาะนั้น จะอยู่ที่ 1,000 – 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ทั้งในรูปแบบอัดเม็ด หรือผสมเป็นน้ำ และควรทานหลังอาหารประมาณ 2 – 3 ชม. ถึงจะได้ผลที่ดี สำหรับผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด ควรรับประทานวิตามินซีเสริมเข้าไปด้วย การรับประทานนั้นไม่จำเป็นต้องทานทีเดียว สามารถแบ่งทานได้หลายครั้งใน 1 วัน เพียงแต่อย่าทานเกินปริมาณที่กำหนดเป็นพอ

อาหารที่มีวิตามินซีโดยธรรมชาติ คือ ผักใบเขียว และผลไม้รสเปรี้ยวต่าง ๆ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่, แคนตาลูป, มันฝรั่ง, มะเขือเทศ และพริกไทย เป็นต้น ควรเก็บวิตามินซีให้พ้นจาก แสง, ออกซิเจน, น้ำ, ความร้อน,  และการปรุงอาหาร การเก็บวิตามินซีที่ดีสุดคือเก็บไว้ในภาชนะที่มิดชิด และควรเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาคุณภาพของวิตามินไว้ ส่วนอาหารเสริมจะเลือกทานก็ดูปริมาณด้วยนะคะ แล้วแต่ยี่ห้อว่ามีกี่มล.ต่อเม็ด

เป็นไงคะ วิตามินซี ไม่แปลกเลยว่าทำไมถึงเป็นอันดับ 1 เพราะประโยชน์เยอะ หาทานง่าย เพราะแทนทุกแบรนด์ที่ทำออกมาต้องมีวิตามินซี หรืออย่างน้อยก็ต้องมีเป็นส่วนประกอบในนั้น ที่สำคัญราคาไม่แพงเลยค่ะ นอกวิตามินพวกอาหารที่มีวิตามินซีก็หาทานง่าย อย่าลืมทานวิตามินซีสม่ำเสมอด้วยนะคะ

2.วิตามินบี (Vitamin B)

เป็นวิตามินที่จำยากสุดเพราะมีหลายบีเหลือเกิน แต่ถ้าเป็นวิตามินอาหารเสริมแล้วนั้นส่วนมากจะทำมาแบบบีรวม (vitamin B complex)  เรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยวิตามินบี 8 ชนิด คือ บี1 หรือ ไทอามีน (thiamine),บี2 หรือ ไรโบฟลาวิน (riboflavin),บี3 หรือ ไนอะซิน (niacin),บี5 หรือ กรดแพนโทเธนิค (pantothenic acid),บี6,บี7 หรือ ไบไอติน (biotin),บี12,กรดโฟลิก คนทำงานมักกินวิตามินบีเพราะมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง

ประโยชน์ของวิตามินบี
โดยทั่วไปแล้ว เชื่อกันว่าวิตามินบีรวมมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัม ทำให้อารมณ์ดีขึ้น บรรเทาอาการวิตกกังวล ส่งเสริมสุขภาพ และบรรเทาอาการระคายเคืองของผิว วิตามินบีในแต่ละชนิดมีประโยชน์แตกต่างกันดังนี้คือ 
 วิตามิน บี1 (ไทอามีน) ช่วยเพิ่มพลังกายให้พร้อมทุกวัน 
จำอย่างง่ายคือวิตามินลดเครียด เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เส้นประสาท และหัวใจที่แข็งแรง ช่วยส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่ และยังอาจช่วยลดความเสี่ยงของต้อกระจกได้ 
เป็นวิตามินที่ช่วยดึงสารอาหารหมู่คาร์โบไฮเดรตไปเผาผลาญให้เป็นพลังงานของร่างกายในการจัดการสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละวัน และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเราให้ทำงานเป็นปกติอีกด้วยนะ ดังนั้น ยอดมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายจึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเองหิวโซในตอนเช้า ๆ เป็นอันขาด เพราะร่างกายจะงอแงไม่อยากทำงานนั่นเอง ซึ่งอาหารอุดมไปด้วยวิตามินตัวนี้ก็คือ อาหารหมู่คาร์โบไฮเดรต รวมทั้งเนื้อหมู โฮลเกรน ไข่ไก่ ตับ ขนมปัง โยเกิร์ต และนม 
– วิตามิน บี2  (ไรโบเฟลวิน) ป้องกันอาการปวดหัวจากการคิดงานตลอดทั้งวัน
ช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยป้องกันโรคไมเกรน มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายไม่ให้ถูกทำร้าย และช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตเป็นปกติ ที่สำคัญคือถ้าเราไม่ขาดวิตามินชนิดนี้ก็จะทำให้เราดูอ่อนกว่าวัย และห่างไกลจากโรคหัวใจอีกด้วยนะ ดังนั้น ในทุก ๆ เช้าก็ไม่ควรพลาดอาหารที่อุดมด้วยวิตามินตัวบี 2 แบบเน้น ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์นม ผักใบเขียว กล้วย ขนมปังและซีเรียล 
 วิตามิน บี3 (ไนอาซิน) ช่วยให้สิวไม่ขึ้นจากการอดหลับอดนอน
ทำหน้าที่สำคัญการควบคุมระบบประสาทและระบบขับถ่าย นอกจากนี้ยังช่วยเปลี่ยนแปลงอาหารให้เป็นพลังงาน ช่วยเพิ่มไขมันที่มีความหนาแน่นสูงและลดระดับของคอเลสเตอรอล หากการอดหลับอดนอนหลายคืนติดต่อกัน ทำให้สิวเจ้ากรรมผุดขึ้นบนหน้าราวกับดอกเห็ด แต่ก็ไม่ต้องตกใจไป ลองบำรุงร่างกายด้วยวิตามินบี 3 ที่มีคุณสมบัติทางการแพทย์ช่วยกระตุ้นไขมันชนิดดีในเลือด (HDL) ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นปกติดี ดังนั้น ถ้ารู้ตัวต้องนอนดึกจากมรสุมงานละก็ต้องบำรุงอาหารที่มีวิตามินบี 3 เยอะหน่อย เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ผักชะอม ใบชะพลู เห็ด และ อะโวคาโด 
– วิตามิน บี5 (กรดแพนโทเทนิก) ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายความตึงเครียด
ทำหน้าที่ในการย่อยสลายไขมันและคาร์โบไฮเดรต เปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ทั้งยังจำเป็นต่อการผลิตฮอร์โมน ใครที่รู้สึกว่านอนพักผ่อนแล้วยังไม่หายเครียดจากงาน ก็ลองหันมาบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่มีวิตามินบี 5 ดูนะคะ เพราะวิตามินบี 5 ช่วยกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนลดเครียดออกมาให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่มีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือดอีกด้วย อ้อ…ประโยชน์ของวิตามินตัวนี้ยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะคะ บางผลการวิจัยบอกว่าวิตามินบี 5 ช่วยลดสัญญาณความร่วงโรยแห่งวัยได้ด้วย เช่น ริ้วรอยเหี่ยวย่น รอยตีนกา ฝ้า กระ และจุดด่างดำ เป็นต้น ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้งานกระชากความอ่อนวัยของเราไปฟรี ๆ ก็รีบบำรุงตัวเองด้วยอาหารต่อไปนี้โดยด่วนเลย ได้แก่ ข้าวโพด ไข่แดง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ และถั่วเหลือง   
– วิตามิน บี6 (ไพริดอกซีน) ช่วยให้ไม่เหวี่ยงวีนก่อนประจำเดือนมา 
ดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และจำเป็นต่อกระบวนการผลิตฮอร์โมนและย่อยสลายโปรตีน ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน และอาการคลื่นไส้ที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ สาว ๆ คนไหนที่รู้ตัวว่ามักจะมีอาการกระสับกระส่ายนอนไม่หลับในตอนกลางคืน และมีอารมณ์แปรปรวนเข้ามาแวะเวียนก่อนถึงวันนั้นของเดือนเสมอ ขอแนะนำเลยว่าให้บำรุงร่างกายด้วยวิตามินบี 6 เยอะ ๆ จะได้ไม่เผลอเหวี่ยงใส่เพื่อนร่วมงาน วิตามินตัวนี้จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนให้เป็นปกติจากการกระตุ้นสมองให้หลั่งสารผ่อนคลายที่สำคัญ เช่น สารเซโรโทนิน เมลาโทนิน และนอร์เอพิเนฟริน ที่สามารถลดความแปรปรวนของอารมณ์เราไม่ให้มากเกินไปนั่นเอง ซึ่งอาหารที่สาว ๆ ควรเน้นบำรุงร่างกายในช่วงก่อนประจำเดือนมา ได้แก่ เนื้อไก่ ปลาทูน่า ปลาแซลมอน กล้วย แตงโมง เมล็ดทานตะวัน ชีส ข้าวกล้อง และ แครอท   
– วิตามิน บี7 (ไบโอติน) ช่วยเราไม่ดูโทรมแม้จะกรำงานหนัก
ถึงแม้ว่าจะเป็นชาวออฟฟิศที่มีงานยุ่งตลอดศก จนร่างกายดูโทรมลงทุกปี แต่ถ้าลองหันมาเน้นบำรุงตัวเองด้วยวิตามินบี 7 ก็จะช่วยทำให้เราเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลขึ้น เพราะวิตามินชนิดนี้จะช่วยกักเก็บสารอาหารประเภทโปรตีนไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ เช่น เส้นผม ผิวพรรณ และเล็บให้มีสุขภาพดี ดังนั้นถ้าอยากเป็นหนุ่มสาวออฟฟิศสุขภาพดีแห่งปีก็ต้องเน้นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 7 มากหน่อย ได้แก่ ข้าวบาร์เลย์ เนื้อสัตว์ เนื้อปลา มันฝรั่ง กะหล่ำดอก ไข่แดง และนม  
– วิตามินบี 9 (โฟเลต) ป้องกันภาวะโลหิตจาง  
หลายคนคงสงสัยว่าวิตามินบี 9 น่าจะเหมาะกับคุณแม่ที่ทำลังมีน้องมากกว่าชาวออฟฟิศ เพราะวิตามินบี 9 ช่วยป้องกันอาการหน้ามืดจากภาวะโลหิตจาง ลดอาการซึมเศร้าจากการตั้งครรภ์ ช่วยลดอาการขี้หลงขี้ลืม รวมถึงช่วยเสริมสร้างระบบประสาทและสมองของลูกน้อยในครรภ์ให้มีพัฒนาการที่สมบูรณ์อีกด้วย แต่ก็เพราะประโยชน์สำคัญเหล่านี้นี่แหละที่มีผลต่อชาวออฟฟิศด้วย โดยเฉพาะคนทำงานที่ต้องนั่งแปะอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน บางทีอาจทำให้วูบไปได้ง่าย ๆ เพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หรือเกิดภาวะโลหิตจาง ซึ่งวิตามินบี 9 จะช่วยกระตุ้นกระบวนการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ช่วยให้ร่างกายไม่เหนื่อยล้าจากการทำงานนั่นเอง ดังนั้น หากงานยุ่งจนแทบไม่ได้ลุกเดินไปไหน ก็ควรบำรุงตัวเองด้วยอาหารที่มีวิตามินตัวนี้ให้มาก ๆ  ได้แก่ ฟักทอง แครอท ตับ ผักใบเขียว หน่อไม้ฝรั่ง ไข่แดง และพืชตระกูลถั่ว 
– วิตามินบี 12 (โคบาลามิน) บำรุงความจำไม่ให้หลงลืม  
ถ้าตารางงานในวันหนึ่ง ๆ มีหลายสิ่งต่อคิวให้จัดการยาวเป็นหางว่าว คุณก็มั่นใจได้ว่าเอาอยู่ทุกคิวแน่นอน หากบำรุงร่างกายไม่ขาดด้วยวิตามินบี 12 เป็นประจำ โดยวิตามินชนิดนี้จะทำงานร่วมกับวิตามินบี 9 ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมองให้ทำงานเป็นปกติ ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง และยังช่วยผลิตธาตุเหล็กให้เซลล์เม็ดเลือดแดงอีกด้วย  ดังนั้น ใครที่เป็นเวิร์กกิ้งวูแมนตัวจริงต้องไม่ลืมบำรุงตัวเองด้วยวิตามินตัวนี้นะคะ ได้แก่ หอย ผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ไก่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ และเต้าหู้

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม อาหารเสริมวิตามินบีรวมนั้นไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ได้ มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานวิตามิน บี6 และ บี12 และกรดโฟลิคเป็นเวลานานนั้น ไม่สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าในผู้หญิงสูงอายุได้ บางทีการใส่ใจแค่ด้านโภชนาการอย่างเดียวก็ไม่พอนะคะ ต้องหมั่นบริหารร่างกายควบคู่ไปด้วย สุขภาพกายและใจของเราก็จะได้สมบูรณ์ แข็งแรงยังไงละคะ

โทโคฟีรอล

3.วิตามินอี (Vitamin E)

เป็นวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกเช่นกันค่ะ ต้องได้รับทุกวัน ละลายได้ดีในไขมัน เช่นเดียวกับวิตามินเอ มีหน้าที่สำคัญในการขยายหลอดลม และเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด วิตามินอี ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญอีกตัวหนึ่งที่ช่วยยับยั้ง การเสื่อมของเยื่อหุ้มเซลล์  และป้องกันเซลล์ถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระ และทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความคงทนมากขึ้นด้วย ในวิตามินอีนั้นจะสามารถละลายได้ในร่างกาย จึงถูกขับออกมาทางระบบขับถ่ายเหมือนกับวิตามินซี แต่กลับมีการตกค้างอยู่ในร่างกาย จนกลายเป็นการสะสมเหมือน วิตามินเอ เพราะฉะนั้นจึงควรระวังในการรับประทาน

ประโยชน์ของวิตามินอี
– ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ช่วยลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด และสลายไขมันแบบเลว ทำให้ลดการเสี่ยงต่อหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดสมองอุดตันได้ดี
– ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และป้องกันหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว ซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานได้
– ช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดโรคต้อกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 52 – 74 ปี
– ชะลอความแก่, ริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ดี วิตามินอีจะทำหน้าที่ดูดซับสารอนุมูลอิสระ ก่อนที่จะทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ เสียหาย จึงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น และช่วยให้ทนต่อรังสี UV ในแสงแดดได้ดีขึ้น 
– ลดอาการอ่อนเพลีย และลดโอกาสการเป็นโรคเรื้อรังทางสมองต่าง ๆ เช่น โรคสมองเสื่อม โรคพาร์คินสัน เป็นต้น 
– แก้ไขความบกพร่องของระบบสืบพันธุ์ ช่วยลดอาการต่าง ๆ เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ เหนื่อยล้า ซึมเศร้า และเจ็บหน้าอกได้ นอกจากนี้ยังแก้ความบกพร่องในผู้ชายที่มีระบบสืบพันธุ์ไม่สมบูรณ์ และเพิ่มโอกาสในการมีบุตร ในผู้ที่มีบุตรยาก
– ช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก ถ้ารับประทานวิตามินอีอย่างต่อเนื่องจะทำให้ลดอัตราเสี่ยง ต่ออาการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากถึง 41 %
– ช่วยบำรุง และฟื้นฟูดวงตาที่เสื่อมสภาพ ให้กลับมาสดใส, ชะลอการเกิดโรคประสาทตาเสื่อมได้ถึง 25 %

โทษของวิตามินอี
– ถ้ามีวิตามินอี สะสมในร่างกายมากจนเกินไป จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ไปจนถึงกล้ามเนื้ออ่อนแรง
– หากได้รับมากเกินไป อาจส่งผลต่อการไหลของเลือด เลือดอาจไม่แข็งตัวหรือแข็งตัวช้า ไม่เหมาะทานก่อนการผ่าตัด
– ในผู้สูงอายุ ถ้ารับวิตามินอีมากเกินไปทุกวัน อาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้

การรับประทานวิตามินอี ทั้งในรูปแบบเม็ดหรืออาหารเสริมนั้น ควรอยู่ที่ 200 – 1,200 IU ต่อวัน สำหรับในหญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิด และหญิงที่ตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินอีเสริม และในหญิงที่เข้าสู่วัยทองควรรับประทานวิตามินอี ให้มากขึ้น โดยหากอายุน้อยกว่า 40 ปี ควรรับประทานอยู่ที่ 400 IU ต่อวัน แต่หากมีอายุมากกว่า 40 ปี ควรรับประทานอยู่ที่ 800 IU ต่อวัน และควรเป็นแบบเม็ดถึงจะได้ประสิทธิภาพที่ดี

อาหารที่มีวิตามินอีโดยธรรมชาติ คือ มะเขือเทศ ( มีวิตามินอีสูง ) นม ไข่ ถั่ว ปลา ไข่ จมูกข้าวสาลี ขนมปังโฮลวีต ในน้ำมันพืช และผักใบเขียว เป็นต้น นอกจจากนี้ ยังมีการนำไปผสมกับอาหารเสริม หรือทำในรูปแบบเม็ดวิตามินอีแบบเพียว ๆ และใช้ในการผลิตเวชสำอางค์ เช่น ครีม เซรั่ม โฟมล้างหน้า และเครื่องสำอางค์ ชนิดแป้ง ลิปสติก ลิปมัน เป็นต้น

ก่อนการซื้อวิตามินมารับประทานเอง ควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และผู้ทานก็ต้องศึกษารายละเอียด ของวิตามินนั้น ๆ ให้ดี ทั้งในรูปแบบของประโยชน์และโทษให้เข้าใจ เพื่อที่จะไม่เป็นการสร้างผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว แต่ทั้งนี้การทานวิตามินเหล่านี้เป็นเพียงการทานเสริม แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการรับประทานอาหาร ให้ครบหลัก 5 หมู่ ทานอย่างหลากหลาย และระมัดระวังอาหารที่เป็นพิษ แค่นี้เราก็สามารถรักษาสุขภาพให้ไกลโรคได้ง่าย ๆ แล้ว

4.วิตามินเอ (Vitamin A)

เป็นวิตามินที่มีส่วนช่วยในการมองเห็น, เพิ่มภูมิคุ้มกัน, ทำให้อาการป่วยหายเร็วขึ้น, ทั้งยังเสริมสร้างให้กระดูก ฟันและเล็บแข็งแรง นอกจากนี้ยังป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร, ระบบทางเดินหายใจและระบบปัสสาวะ ผิวและผมแข็งแรง ช่วยบรรเทาโรคที่เกี่ยวกับไทรอยด์ได้ 

ส่วนในด้านของผิวพรรณนั้น วิตามินเอ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่, ลดอาการอักเสบของผิว, ช่วยลดเลือนจุดด่างดำได้ วิตามินเอจะมีชื่อเสียงในเรื่องของการลดสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบ ในอุตสาหกรรมเวชสำอางค์ จึงได้นำวิตามินเอมาผสมทั้งครีม, แป้ง และผลิตภัณฑ์อีกหลาย ๆ ตัว 

ประโยชน์ของวิตามินเอ
– ช่วยให้ตาสู้แสงได้ในเวลากลางวัน สำหรับผู้ที่ขาดวิตามินเอ จะมีอาการตาไม่สู้แสง เมื่อเจอแสงแดด, ตาไวต่อแสง, แสบตา และทำให้น้ำตาไหลได้ง่ายอีกด้วย
– คนที่ขาดวิตามินเอมาก ๆ จะมีอาการเยื่อบุตาแห้งและอักเสบ ทำให้เปลือกตาบวมและมีเม็ดขาวขุ่นขึ้นที่กระจกตา ถ้าไม่รีบรักษาอาจทำให้ตาบอดได้
– รักษาอาการโรคตาฟาง หรือตาบอดในตอนกลางคืน คนเป็นโรคนี้จะมองในที่มืดไม่ชัด ทั้ง ๆ ที่มีแสงให้พอมองเห็น หรือไม่ก็อาจจะมองไม่เห็นเลย แสดงว่าขาดวิตามินเออย่างหนัก
– ช่วยไม่ให้เหงื่อออกง่าย โดยการเข้าไปเพิ่มเคราติน ในผิวชั้นนอก ทำให้เยื่อบุมีความหนาขึ้น และเหงื่อก็จะออกน้อยลง
– ป้องกันเซลล์เยื่อบุต่าง ๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ เพราะถ้าเยื่อบุต่าง ๆ เกิดการผิดปกติ อวัยวะภายในร่างกาย ก็จะเกิดอาการอักเสบ เช่น ระบบทางเดินอาหารอักเสบ, เยื่อบุจมูกอักเสบ เป็นต้น เป็นผลให้ร่างกายทำงานผิดเพี้ยน และก่อให้เกิดโรคได้ง่าย
– ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตตามปกติ, ไม่หยุดชะงัก หรือเกิดความผิดปกติในการเจริญเติบโต
– ป้องกันผิวหนังแห้งหยาบ และเป็นแผลอักเสบ, พุพอง ซึ่งคนที่ขาดวิตามินเอมาก ๆ จะมีปัญหาเรื่องของผิวหนังที่เกิดตุ่ม, สาก และอักเสบไปในที่สุด จะเกิดมากโดยเฉพาะบริเวณ แขน ขา หลัง หน้าอก และหน้าท้อง
– รักษาสิวได้ดี ลดอาการอักเสบของสิว ไม่ว่าจะสิวหัวช้าง สิวเสี้ยน สิวหนอง ก็สามารถทำให้ยุบได้อย่างรวดเร็ว และไม่ลุกลาม แถมยังป้องกันผิวแห้งแตกลายงา หรือแตกเป็นเกล็ดคล้ายคนขาดไขมัน เพราะในวิตามินเอ เป็นไขมันที่ละลายได้ง่ายในร่างกาย

โทษของวิตามินเอ
– สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ ควรได้รับในปริมาณที่แพทย์สั่ง หรือแนะนำเท่านั้น เพราะถ้าได้รับวิตามินเอมาเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแท้งลูกได้ง่าย หรือเสี่ยงต่อทารกพิการ และมีอาการกระดูกผิดรูปอีกด้วย
– เกิดอาการเจ็บกระดูก และข้อต่อ ง่วง ซึม นอนไม่หลับ ผมร่วง กระวนกระวาย ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ท้องผูก ทั้งหมดเป็นโทษในระยะยาว จากการได้รับวิตามินเอ ที่มากจนเกินไป
– ผิวหนังลอก ผัวหนังแห้งแตก และคันตามตัว
– มีอาการกระดูกผิดรูป ตับโต ม้ามโตกว่าคนปกติ

อาหารที่มีวิตามินเอโดยธรรมชาติ อยู่ในผักใบเขียว ใบเหลือง ไข่แดง ตับ นม เนย ปลา มะเขือเทศ แครอท เป็นต้น โดยวิตามินเอ ที่ได้จากเนื้อสัตว์จะดูดซึมได้ดีกว่า ในด้านของตัววิตามิน หรืออาหารเสริม จะมีการนำวิตามินเอมาผสมในปริมาณ 5,000 – 10,000 IU ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณ ที่กำลังพอดีต่อร่างกาย และได้มีการนำมาทำแบบเป็นน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ในการทาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้วิตามินเอ ที่เป็นรูปแบบสารสังเคราะห์ แบบเม็ดนั้น ถ้ารับประทานเข้าไปมาก จะเกิดการสะสม เพราะวิตามินเอเป็นวิตามินที่มีรูปแบบ ในการสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งปริมาณที่แนะนำในการรับประทานนั้น อยู่ที่ไม่เกิน 50,000 IU ต่อวัน และถ้ามีการรับประทานยาคุม ก็ไม่ควรทานวิตามินเอร่วมด้วย

แคลซิเฟอรอล

5.วิตามินดี (Vitamin D)

วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและถูกเก็บไว้ในชั้นเนื้อเยื่อไขมัน อาจเรียกกันว่า “วิตามินแสงแดด” เพราะร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีด้วยตัวเองจากการสัมผัสแสงแดด อาจใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของวิตามินดี แต่มีอาหารไม่กี่ชนิดที่มีวิตามินนี้ วิตามินดีช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก นอกจากนี้ยังช่วยเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ  หัวใจ ปอด และสมอง

ประโยชน์ของวิตามินดี
– ช่วยเสริมการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
– หากรับประทานร่วมกับวิตามินเอและวิตามินซีจะช่วยป้องกันโรคหวัดได้
– ช่วยในการรักษาโรคเยื่อบุตาอักเสบ
– ช่วยในการดูดซึมของวิตามินเอ

สำหรับแหล่งอาหารที่พบวิตามินดีได้ทั่วไป ได้แก่ น้ำมันตับปลา ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาเฮอร์ริง นม และผลิตภัณฑ์จากนม เป็นต้น และศัตรูของวิตามินดี ได้แก่ ควันพิษ น้ำมันแร่

แต่วิตามินดี เป็นวิตามินที่ควรระวังมาก อย่างที่เคยบอกค่ะ อะไรที่มากไปมักจะไม่ดี มีผลเสียตามมาแน่นอน วิตามินก็เช่นกัน สำหรับวิตามินดีข้อควรระมัดระวังนั้นค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว มาดูกันดีกว่า

ข้อควรระวัง
– การรับประทานวิตามินดี อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ หรืออยู่ในช่วงการใช้ยา สมุนไพร อาหารเสริมที่อาจกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด ควรรับประทานภายใต้คำแนะนำของแพทย์
– ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือเคยเป็นโรคเกี่ยวกับความดันโลหิต โรคตับและไต ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ โรคหัวใจ มีความผิดปกติของระบบการย่อยอาหาร โรคของต่อมไทรอยด์ โรคปอด โรคทางผิวหนัง ปวดศีรษะบ่อย มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอและรับประทานด้วยความระมัดระวัง
– ไม่ควรรับประทานวิตามินดี มากกว่า 100 ไมโครกรัม (4,000 IU) ต่อวัน เพราะอาจทำให้แคลเซียมในเลือดสูงและเป็นอันตรายต่อร่างกาย   
– หญิงมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรสามารถรับประทานได้ตามปริมาณปกติเท่าผู้ใหญ่ทั่วไป แต่ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์และรับประทานด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง หรือความเสี่ยงด้านสุขภาพอื่น ๆ
– การรับประทานวิตามินดีควบคู่กับยาบางกลุ่ม เช่น ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ยาลดความอ้วน ยารักษาโรคเบาหวาน ยารักษาโรคความดันโลหิต ยาคอเลสไทรามีน ยาป้องกันการชัก อาหารเสริมประเภทแคลเซียม หรือยาลดกรด อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง 
– วิตามินดี อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง (เกิดระคายเคือง อักเสบ เป็นผื่น ผิวหนังบางลง) ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง เกิดการก่อตัวของแคลเซียมในหลอดเลือดแดง ระดับคอเลสเตอรอลเปลี่ยนแปลง รู้สึกง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน ระดับวิตามินในร่างกายสูงเกินไป เวียนศีรษะ หลอดเลือดแดงแข็งตัว เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย โรคหลอดเลือดสมอง การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหรือระบบทางเดินหายใจ ความดันโลหิตสูงขึ้นในหญิงตั้งครรภ์ เกิดนิ่วในไตหรือทางเดินปัสสาวะ ปวดกล้ามเนื้อ มีความผิดปกติเกี่ยวกับช่องท้อง (ปวดท้อง ท้องเสีย ปวดบริเวณท้องจากตะคริว ท้องผูก)  

ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน

  • อายุต่ำกว่า 12 เดือน ควรได้รับวิตามินดี วันละ 400 IU (10 ไมโครกรัม)
  • อายุไม่เกิน 70 ปี ควรได้รับวิตามินดี วันละ 600 IU (15 ไมโครกรัม)
  • อายุมากกว่า 70 ปี ควรได้รับวิตามินดี วันละ 800 IU (20 ไมโครกรัม)
  • สตรีที่วางแผนตั้งครรภ์ ควรได้รับวิตามินดี วันละ 400-600 IU (10 ไมโครกรัม) ส่วนสตรีตั้งครรภ์ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ควรได้รับวิตามินดี วันละ 2,000-4,000 IU (50-100 ไมโครกรัม)
  • ทารกที่รับประทานนมแม่อย่างเดียวและมีความเสี่ยงขาดวิตามินดีสูงควรได้รับวิตามินดีเสริมวันละ 400-2,000 IU (10-50 ไมโครกรัม)

เป็นไงคะ กับวิตามินทั้ง 5 จัดเต็มอ่านกันจนตาแฉะไปเลยทีเดียว ยังไงถ้าอยู่ในกลุ่มที่เฉพาะเช่น ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว หรือโรคใดๆ ผู้สูงอายุ เด็กและสตรีมีครรภ์อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานจะดีกว่าค่ะ หวังว่าจะเป็นความรู้ให้ทุกคนนะคะ

 

Tags: , , ,

[TheChamp-FB-Comments]

Previous
เจลาติน กับ 8 คุณประโยชน์ที่คุณอาจไม่เคยรู้

Gelatin-เจลาติน

Next
วิตามินดี กับคุณแม่ตั้งครรภ์ สำคัญอย่างไร

วิตามินดี-คนท้อง

Copyright © 2018 วิตามิน All Rights Reserved.