สัญญาณอันตรายเมื่อ “ผู้หญิง” ขาด “แคลเซียม”

calcium-Danger cover

สัญญาณอันตรายเมื่อ “ผู้หญิง” ขาด “แคลเซียม”

calcium-Danger cover
เรื่องของ “สุขภาพ” ใช่ว่าจะเสกได้ดั่งใจ มีเงินก็ไม่ได้แปลว่า สุขภาพจะดีตามจำนวนเงินที่มีนะคะ ทุกอย่างวัดกันด้วย “การมีสุขภาพดีและไม่มีโรคภัยเบียดเบียน” 

ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เราเร่งรีบ เวลาจะดูแลตัวเองนับวันยิ่งมีน้อยลง โดยเฉพาะกับสาวๆ วัยทำงาน เราต่างทุ่มเทไปกับการทำงาน และสูญเสียเวลาไปกับการเดินทาง ไม่นานสุขภาพเราก็จะทรุดโทรมลงด้วย 

รู้หรือไม่? เมื่อเราใช้ร่างกาย เราก็ต้องดูแลด้วย “กินอิ่ม นอนหลับ ออกกำลังกาย” น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ดังนั้นเราควรเลือกสิ่งที่ดีและมีประโยชน์มาบำรุงรักษาร่างกายกัน

อาหารที่ดี สารอาหารที่มีประโยชน์ แร่ธาตุที่จำเป็น หรือวิตามินที่ขาดไม่ได้ ยังคงเป็นสิ่งที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ วันนี้ เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักสารอาหารอย่าง “แคลเซียม” ซึ่งถือเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างมากต่อร่างกายเรา ลองคิดดูว่า…ถ้าร่างกายของเราขาดแคลเซียม ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร?

 

รู้ลึก “แคลเซียม” กับความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิต

 

แคลเซียม” มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะในระบบสรีรวิทยาของเซลล์และการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อ และยังมีการระบุว่า ปัจจุบันอาหารของชาวเอเชียที่มีปริมาณแคลเซียมสูงมีเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีในผลิตภัณฑ์ประเภทนม ถั่วเหลือง และผักชนิดต่างๆ อย่างเช่น ถั่ว นม น้ำส้มคั้น และขนมขบเคี้ยวที่ทำจากธัญพืช ก็นับเป็นแหล่งแคลเซียมที่หาง่ายและมีรสชาติ ซึ่งจะช่วยให้เราได้รับปริมาณแคลเซียมที่มีอยู่ในอาหารมากยิ่งขึ้น

 

เช็กลิสต์ร่างกายขาดแคลเซียม

เมื่อ “แคลเซียม” เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายในการสร้างและรักษากระดูกและฟันให้มีความแข็งแรง ถ้าร่างกายขาดแคลเซียม หรือมีอาการที่เรียกว่า ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ (Hypocalcemia) นอกจากส่งผลต่อกระดูกแล้ว ยังทำให้ระบบการทำงานของร่างกายผิดปกติไปด้วย

 

ทั้งนี้อาการขาดแคลเซียมเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม การขาดอาหาร หรือการใช้ยาบางชนิด เราสามารถสังเกตได้จากลักษณะของเล็บที่มีความแห้ง เปราะ และแตกง่าย ในส่วนของกระดูกและฟัน จะมีอาการปวดฟัน ฟันโยกคลอน เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้น จะมีภาวะกระดูกพรุนที่เสี่ยงต่อกระดูกอ่อนหัก กระดูกบิดเบี้ยวผิดรูป หลังโก่งงอ และฟันหลุดร่วง ขณะที่ “แคลเซียม” ยังมีส่วนสำคัญในการส่งสัญญาณประสาทจากสมองไปสู่กล้ามเนื้อ จึงทำให้ปวดหลัง ปวดข้อ ชากล้ามเนื้อแขน ขา ปลายมือ ปลายเท้า และลุกลามไปถึงส่วนอื่นของร่างกายได้ บางครั้งจะเป็นตะคริวหรือกล้ามเนื้อกระตุก ซึ่งไม่เป็นอันตรายนักหากเกิดในบริเวณกล้ามเนื้อทั่วไป แต่ถ้าเกิดในบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจ หรืออวัยวะที่สำคัญ จะมีอันตรายถึงชีวิต

 

นอกจากนี้ หากเรามีอาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย เหนื่อยล้า ง่วงเหงาหาวนอน อ่อนเพลียโดยหาสาเหตุไม่ได้ คนส่วนใหญ่จะไม่ได้นึกถึงการขาดแคลเซียม แม้ว่าจะมีความเสี่ยงก็ตาม ทั้งนี้หากเป็นต่อเนื่องอาจส่งผลร้ายไปถึงการทำงานของระบบสมองและปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาได้

 

ผู้หญิง” เสี่ยงกว่าผู้ชาย อาการปวดประจำเดือนก็เช่นกัน

เพศหญิงมีความเสี่ยงอาการขาดแคลเซียมมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์และสตรีวัยหมดประจำเดือน สตรีมีครรภ์ต้องการแคลเซียมจำนวนมาก เพื่อการเติบโตของทารก และสตรีวัยหมดประจำเดือนต้องการแคลเซียมทดแทนภาวะสูญเสียมูลกระดูก จากการที่ฮอร์โมนในร่างกายลดต่ำลง สำหรับสาวๆ บางคนจะมีอาการปวดเกร็งช่องท้องอย่างรุนแรงผิดปกติ โดยเฉพาะระหว่างการมีประจำเดือน การขาดแคลเซียม ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งได้เช่นกัน

 

รวมวิธีการเพิ่มแคลเซียม

ภาวะขาดแคลเซียมสามารถป้องกันได้โดยการตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกายรับแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์วิตามินดี ที่จะช่วยดูดซึม “แคลเซียม” ให้ร่างกาย แนะนำให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และอาหารที่มีรสชาติเค็มจัด เราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงจากธรรมชาติ ได้แก่ กลุ่มผักใบเขียว เช่น คะน้า บรอกโคลี กลุ่มนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมอัลมอนด์ นมถั่วเหลือง เต้าหู้ ไข่ไก่ โยเกิร์ต และกลุ่มอาหารจำพวกถั่วต่างๆ เช่น ถั่วขาว ถั่วแระ เมล็ดอัลมอนด์ และอาหารอย่าง ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ข้าวโอ๊ต เมล็ดงา และน้ำส้ม 

calcium info

ปริมาณแคลเซียม…ที่ร่างกายต้องกาย

นอกเหนือจากนี้ เรายังสามารถเพิ่มแคลเซียมด้วยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแคลเซียมแบบเม็ดได้ แต่การกินแคลเซียมชนิดที่ดูดซึมไม่ดี ก็อาจทำให้สาวๆ มีอาการท้องอืดหรือท้องผูก และหากินเกินความจำเป็น จะทำให้เกิดการสะสมของหินปูนในเต้านม ไต และหลอดเลือด ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่ควรรับประทานแคลเซียมเกิน 1500 มิลลิกรัม/วัน โดยปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายควรได้รับ คือ 800-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งแตกต่างไปตามแต่ละช่วงอายุ เช่น

 

อายุ 9-18 ปี ควรได้รับ 1,000 มิลลิกรัม/วัน หรือเท่ากับนม 4-5 แก้ว

อายุ 19-40 ปี ควรได้รับ 800 มิลลิกรัม/วัน หรือเท่ากับนม 3-4 แก้ว

อายุ 41-50 ปี ควรได้รับ 1,000 มิลลิกรัม/วัน หรือเท่ากับนม 4-5 แก้ว

ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ และอายุมากกว่า 60ปี ควรได้รับ 1,200 มิลลิกรัม/วัน หรือเท่ากับนม 6-7 แก้ว

 

อย่างไรก็ตามหากกิน “แคลเซียม” ในปริมาณที่มากเกินไปจนเกิดการสะสม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต หินปูนในเต้านม มะเร็งเต้านม หินปูนในหลอดเลือด และหลอดเลือดตีบตันได้เช่นกัน ดังนั้นแนะนำให้กินจากอาหารที่มีแคลเซียมจะดีที่สุด และในปัจจุบันยังมีอาหารเสริมบำรุงกระดูกที่มีส่วนผสมของแคลเซียม ดังนั้นจึงทำให้การดูแลร่างกายเป็นเรื่องง่ายขึ้นไปอีก

 

Tags: , , , ,

[TheChamp-FB-Comments]

Previous
5 วิตามิน อาหารเสริมญี่ปุ่น ที่ขายดีที่สุด

Vitamin Japan cover

Next
ปกป้องร่างกายจากไขมันร้ายด้วยไขมันดี

ไขมันดี-cover

Copyright © 2018 วิตามิน All Rights Reserved.